จะทำอย่างไรเมื่อเฟสบุ๊คแฟนเพจเริ่มไม่ตอบโจทย์

.

ย้อนกลับไปสมัยนึงก่อนที่เฟสบุ๊คจะยึดครองประเทศ การค้าขายทางอินเตอร์เน็ตยังไม่โตมากนัก คือมีอยู่ไม่กี่รายทีมีช่องทางขายออนไลน์ อาจจะเพราะคนเรายังไม่กล้าสั่งซื้อของทางอินเตอร์เน็ตกันเท่าไหร่  และการเปิดร้านออนไลน์สมัยนั้น ยังต้องอาศัยการทำเว็บ ซึ่งแน่ล่ะมันมีค่าใช้จ่าย อาจจะไม่สูงมาก แต่ก็มี และพอเข้าสู่ยุคแฟนเพจรุ่งเรือง มันจะเป็นช่วงเดียวกับการเติบโตของ e-commerce ในประเทศไทย คนเริ่มกล้าสั่งซื้อของผ่านทางออนไลน์มากขึ้น บวกกับเฟสบุ๊คให้เราสามารถสร้างแฟนเพจได้ฟรี ทำให้คนหันมาทำการค้าขายผ่านช่องทางนี้กันมากขึ้น คนนิยมเปิดแฟนเพจกันมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะพ่อค้าแม่ค้า แต่รวมถึงนักการตลาดด้วยเช่นกัน ความสุดยอดของการมีแฟนเพจคือ สามารถติดต่อกับผู้คน (ที่ติดตามเรา) ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่เราโพสบทความขึ้นปุ๊บ คนที่ตามอยู่ก็จะเห็นได้อย่างงายดาย เลยทำให้คนนิยมหันมาใช้แฟนเพจเพื่อใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ากันมากขึ้น ทีนี้แหล่ะพ่อค้าแม่ค้าเกิดขึ้นกันเหมือนดอกเห็ดเลย ทำให้เกิดสงครามราคา แย่งชิงลูกค้ากันอย่างเมามันส์

image

แต่มาช่วงหลังๆนี้ ไม่แน่ชัดว่าด้วยที่กลัวผู้ใช้รำคาญ หรือต้องการให้คนมาซื้อโฆษณามากขึ้น (หรือทั้งสองอย่าง) เฟสบุ๊คได้ออกกฎให้คนเห็นโพสจากแฟนเพจน้อยลง จากเดิมอาจจะเห็นหมดทุกคนที่ตาม (Followers) ได้ลดลงเหลือ 10% และด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้เองบรรดาร้านค้าต่างๆในแฟนเพจก็เริ่มที่จะบ่นกันอุ่บอิ่บ เพราะลงสินค้าไปลูกค้าเห็นน้อยลง และหนักกว่านั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ก็มีการปรับเปอร์เซ็นการเห็นอีกครั้งจาก 10% เหลือ 1% โอ้วแม่เจ้า ทีนี้การทำมาค้าขายก็ยากขึ้นไปอีก ร้านที่มีแฟนเพจเยอะไปแล้วก็ยังโอเคอยู่ เพราะได้เป็นที่รู้จักกันไปแล้ว คนมองหาสินค้า หรือเข้าเพจโดยตรงกันเพื่อไปดูสินค้ากันอยู่แล้ว อันนี้ก็ยังพอโอเคกันไป แต่สำหรับรายใหม่ๆ ที่มีแฟนเพจน้อยๆ พอหยิบมือ (ประมาณหลักพัน) พวกนี้ก็ต้องแอบจุกกันไปตามๆกัน และทางออกเดียวที่จะให้คนเห็นโพสเยอะๆคือ ลงโฆษณากับทางเฟสบุ๊คซิครับ 

IG01  IG02  IG03

และทั้งหมดนี้ก็มาถึงคำถามละว่า เราจะทำอย่างไรดี? หากเราเป็นนักการตลาดที่ทำโฆษณาให้ลูกค้า การซื้อโฆษณากับทางเฟสบุ๊คก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีเหมือนกันครับ เพราะว่าค่าโฆษณาก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย และยังสามารถกลับไปชาร์จเพิ่มจากลูกค้าได้อีกด้วย สำหรับพ่อค้าแม่ค้าล่ะ ถ้าของ/สินค้าของคุณมีมาร์จิ้น หรือส่วนต่างกำไรที่มากพอ การลงโฆษณากับทางเฟสบุ๊คก็อาจจะคุ้มอยู่เหมือนกันนะครับ แต่ก็ต้องบริหารงบประมาณดีๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราก็จะไปพึ่งพาแต่เฟสบุ๊คอย่างเดียวก็คงจะไม่งาม เพราะอย่างที่เราทราบกันอยู่แล้วว่าเฟสบุ๊คมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ปรับกฎโน้นทีนี้ที ทำเอาผู้ใช้ในเชิงพาณิชย์เหนื่อยไปตามๆกัน ดังนั้นเราต้องมีทางเลือกอื่นๆครับ เราจะเห็นได้ว่ามีหลายๆคนหันมาใช้ Instagram หรือสั้นๆว่า IG ในการค้าขายกันมากขึ้น บางคนนี่หันมาขายผ่าน IG อย่างเดียวเลยก็มีนะครับ เพราะทุกคนที่ Follow เรา จะเห็นที่เราโพสไปแน่ๆ เว้นแต่ว่าเพื่อนเขาเยอะ แล้วโพสของเรามันถูกดันลงไปข้างล่างอย่างไว ก็ถือว่าเป็นช่องทางที่ดีช่องทางหนึ่งครับ แต่ลองนึกดูดีๆ เจ้าของ IG ตอนนี้คือเฟสบุ๊ค เราจะเชื่อถือมันไปตลอดอาจจะไม่ดีเลิศซะทีเดียว เพราะวันดีคืนดี พี่มาร์คออกกฎอะไรใหม่ใน IG ขึ้นมา จะหนาวไปตามๆกัน เพราะฉะนั้นเราคงต้องหาทางอื่นๆสำรองไว้ด้วย 

Line

และอีกช่องทางที่ถือว่ามาแรงไม่แพ้กันก็คือ Line ผมไม่ได้พูดถึง Line Official นะครับ เพราะมันมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่สูงอยู่ ไม่เหมาะกับพ่อค้าแม่ค้ารายเล็กๆหรอกครับ แต่ผมกำลังพูดถึง Line account ปกติเนี่ยแหล่ะครับ เพื่อนๆหลายคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่าใน Line นั้นก็มีส่วนที่เรียกว่า Time line อยู่เหมือนกัน ก็คล้ายๆเฟสบุ๊คอ่ะครับ แต่ผมว่าการแจ้งเตือนมันยังไม่โอเคเท่าไหร่ แต่หลายๆคนใช้ Line เป็นช่องทางในการพูดคุยกับลูกค้า และปิดการขายกับลูกค้าได้เลย ข้อดีของมันคือ เราสามารถพูดคุยกับลูกค้า ตอบคำถามลูกค้าประหนึ่งว่าเราเป็น Call Center ซึ่งนำไปสู่การปิดการขายที่ง่ายขึ้น นอกจากนั้น เรายังได้ฐานลูกค้าอยู่ในมือเราอีกด้วย 

image

นอกจากการใช้ Social ต่างๆแล้ว ผมมองว่าการทำเว็บเพื่อค้าขายก็เป็นอีกทางที่น่าสนใจครับ เพราะเป็นสมัยก่อน การที่เราจะทำเว็บนั้น เราจะต้องมีความรู้ในการเขียนโค้ดโน้นนี่พอสมควร หรือไม่ก็ต้องไปจ้างเขาทำ แต่สมัยนี้เรามีเครื่องมือเพื่อช่วยในการทำเว็บมากขึ้น เช่น Wordpress หรือ Blogger.com นั่นเอง ซึ่งทำให้เราสามารถสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเองได้ภายในเวลาสั้นๆ เนื่องจากเครื่องมือเหล่านี้จะมี Theme หรือ Template ที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลย บาง Theme หรือ Template ก็ฟรี บ้างก็เสียเงิน แต่ไม่เยอะครับ ข้อดีของการมีเว็บไซต์ก็คือ มันติดอันดับของการค้นหาจาก Google ได้ดี การค้นหาสินค้าในร้านทำได้ง่ายกว่าพวกที่เป็น Social อยู่แล้ว เพราะเว็บนั้นเราสามารถจัดหมวดหมู่ขึ้นได้ นอกจากนั้น เรายังสามารถให้คนที่ชอบในสินค้าเรามาลงทะเบียนเพื่อที่จะรับข้อมูลผ่านทาง e-mail ก็ได้ ทำให้เราได้เก็บเป็นฐานข้อมูลลูกค้าได้อีกด้วย และสามารถทำ Email Marketing กันต่อไป

สุดท้าย ช่องทางที่กล่าวมาข้างต้นนี้ก็อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดครับ แต่ผมมองว่าเราไม่ควรใช้ทางใดทางหนึ่งอย่างเดียว แต่หากนำแต่ละช่องทางมาเสริมกัน เพื่อกระจายข้อมูลสินค้าออกไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้ได้มากที่สุด 

เอาหล่ะครับ ผมก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ ขอให้โชคดีร่ำรวยกันถ้วนหน้านะครับ

Application by whoapp


LiD Tweeeet

Catch up with Live in Digi

Enter your email address:

Delivered by FeedBurner

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.

Links

EasyHits4U.com - Your Free Traffic Exchange